ทราบไหม BH มีสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศสูงถึง 66%

ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยบางครั้งก็อาจจะมีความคิดว่า luciabet เมื่อมีเรื่องราว​โรคระบาดอย่างงี้ โรงหมอทั้งหลายแหล่ก็จำเป็นต้องได้ประโยชน์สิ เนื่องจากคนย่อมตื่นตัวกับเรื่องสุขภาพ เพิ่มมากขึ้น แต่ว่าขอบอกว่ามิได้ดีกับทุกโรงหมอนะ ในเมื่อบางโรงหมอรายได้หลักของเค้าออกจะพึ่งพาอาศัยคนประเทศอื่น​ และก็ในขณะนี้คนต่างชาติ เข้ามาไทยยากมากมายๆอย่าง BH ที่เผยออกมาในรายงานรายปีเองว่า ปี 2562 ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โรงหมอมีรายได้จากค่าพยาบาลคนเจ็บต่างประเทศมากถึง 66% รวมทั้งมีคนเจ็บไทยเพียงแค่ 34% ดังนั้นในเหตุการณ์​แบบนี้รายได้ของ BH ก็อาจจะกระทบไม่น้อย หุ้นโรงพยาบาลก

แม้กระนั้นตอนก่อนหน้านี้ก็มีหวังเรืองรองของธุรกิ​จที่รายได้เกี่ยวโยงกับชาวต่างประเทศขึ้นมา เป็นเรื่องของ “Travel Bubble” หรือ “ระเบียงท่องเที่ยว” ซึ่งก็คือการจับคู่ด้านการท่องเที่ยวของกรุ๊ปประเทศ luciabet ที่มีความแน่ใจในเรื่องความปลอดภัย​ด้าน วัววิด-19​ โดยประเทศที่มีการจับคู่กัน รัฐบาลจะสนทนากันให้เดินทางเข้าออกระหว่างกันได้โดยไม่ต้องมีการกักบริเวณ 14 วัน แต่ว่าก็ควรจะมีข้อตกลงอะไรบางอย่างนะ อย่างเช่น ถึงจะเข้ามาในประเทศได้ก็ควรจะมีระบบติดตาม มีการซื้อรับรองสุขภาพไว้ ฯลฯ ประเทศที่เป็นโมเดลสำหรับการทำ Travel Bubble ก็มีอยู่ร่วมกันหลายประเทศ อาทิเช่น ออสเตรเลียกับประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเริ่มเปิดชายแดนระหว่างกันในส.ค.นี้ ประเทศสิงคโปร์​กับออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา นิวซีแลนด์​แล้วก็บางเขต​ของจีน ซึ่งข่าวสารนี้ก็เปรียบได้ดั่งน้ำฝนที่หยดลงบนพื้นดินที่แล้งอย่างธุรกิจ​กรุ๊ปท่องเที่ยว บังกะโลหรือถึงแม้เเต่โรงหมอที่มีรูปทรงคนเจ็บฝรั่งมากมายอย่าง BH

โรงหมอบำรุงราษฎร์ ระหว่างชาติ
หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า โรงหมอบำรุงราษฎร์
ลงทะเบียนเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นที่เมืองไทย ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2532 โดยใช้ชื่อหุ้นว่า “BH”

ถ้าเกิดถามคำถามว่าบำรุงราษฎร์ใหญ่เพียงใด
ลองมองราคาบริษัทของโรงหมอในตลาดค้าหุ้นไทย
กรุงเทวดาดุสิตเวชการ (BDMS) ค่าบริษัทโดยประมาณ 308,000 ล้านบาท
โรงหมอบำรุงราษฎร์ (BH) ค่าบริษัทโดยประมาณ 77,000 ล้านบาท
สมิติเวช (SVH) ค่าบริษัทราวๆ 40,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โรงหมอบำรุงราษฎร์
ย้ำให้บริการทางด้านการแพทย์ ที่เจาะกรุ๊ปลูกค้าระดับที่ค่อนข้างสูงและก็ชาวต่างประเทศ
เมื่อบวกกับภาพลักษณ์ของการให้บริการด้านการแพทย์ของไทยที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็มีจุดแข็งเรื่องราคาที่ไม่สูง เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพระดับเดียวกันในประเทศอื่นๆ
ก็เลยทำให้ ในปี พุทธศักราช 2562 บำรุงราษฎร์ มีคนป่วยชาวต่างประเทศมาใช้บริการกว่า 180 ประเทศ แล้วก็ทำให้ บำรุงราษฎร์ มีรายได้จากคนป่วยต่างประเทศในรูปทรงสูง
ปี พุทธศักราช 2562 บำรุงราษฎร์ มีรายได้ 18,718 ล้านบาท ผลกำไร 3,748 ล้านบาท

โดยรายได้ทุก 100 บาท มาจาก
คนไข้ฝรั่ง 66 บาท
คนป่วยคนประเทศไทย 34 บาท

โดยคนป่วย 3 ประเทศที่ชำระเงินให้บำรุงราษฎร์สูงสุด
เป็น ภรรยานมา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วก็ประเทศคูเวต
เมื่อเปรียบเทียบรูปร่างรายได้คนไข้คนต่างประเทศ ของบำรุงราษฎร์ กับ เครือโรงหมอกรุงเทวดา ในปี พุทธศักราช 2562
บำรุงราษฎร์ (BH) มีรูปทรงรายได้จากคนป่วยฝรั่ง 66%
กรุงเทวดาดุสิตเวชการ (BDMS) มีรูปร่างรายได้จากคนป่วยฝรั่ง 30%

เพียงพอมองเห็นแบบงี้ ก็กล่าวได้ว่า
รายได้จากคนเจ็บคนต่างประเทศ มีความหมายกับบำรุงราษฎร์อย่างยิ่ง
แล้วก็ทายใจได้อย่างง่ายดาย ว่าการปิดประเทศไม่ให้ต่างประเทศเข้ามา จึงควรก่อให้เกิดผลเสียกับรายได้ของบำรุงราษฎร์อย่างไม่ต้องสงสัย
ซึ่งซึ่งก็คือความท้าของบำรุงราษฎร์เดี๋ยวนี้..
จากรายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 หรือตอนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นตอนๆที่ บำรุงราษฎร์ ได้รับผลพวงแบบเต็มๆจากการปิดประเทศ

รายได้ของบำรุงราษฎร์ในไตรมาสที่ 2
ลดน้อยลงจากตอนเดียวกันของปีที่ผ่านมา 43.4%
จาก 4,279 ล้านบาท เหลือ 2,422 ล้านบาท
โดยรายได้จากคนป่วยคนประเทศไทยน้อยลง 13.0%
แล้วก็รายได้จากคนไข้ชาวต่างประเทศน้อยลง 58.9%
แต่ หากแม้รายได้จะลดน้อยลงมากมาย
แต่ว่าบำรุงราษฎร์ ก็ลดเงินลงทุนลงได้มากเช่นเดียวกัน
ทุนธุรกิจโรงหมอน้อยลง 34.5%
จากการที่ค่าธรรมเนียมหมอ, เงินลงทุนผลิตภัณฑ์ แล้วก็ค่าครองชีพบุคลากรต่ำลง
รายจ่ายสำหรับการขายต่ำลง 39.3%
จากการที่ค่าครองชีพทางการตลาดน้อยลง
รายจ่ายสำหรับเพื่อการบริหารต่ำลง 11.6%
จากการลดการจ่ายค่าล่วงเวลาของบุคลากรลง
นอกจากนี้ ค่าเสื่อมราคาและก็ค่าตัดจัดจำหน่ายทรัพย์สินก็น้อยลงอีกน้อย
ทำให้ ผลกำไรก่อนหักดอก ภาษี ค่าเสื่อมราคา รวมทั้งค่าตัดขาย (EBITDA) อยู่ที่ 317 ล้านบาท ซึ่งต่ำลงจาก 1,167 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา แม้กระนั้นที่น่าดึงดูดเป็นบำรุงราษฎร์ยังรักษา EBITDA ให้เป็นบวกได้อยู่
ส่วนกำไรทั้งสิ้น ก็ยังคงเป็นบวก
แต่ว่าต่ำลงจาก 725 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา เหลือ 44 ล้านบาท

เดี๋ยวนี้ บำรุงราษฎร์ มีทรัพย์สินเวียน 11,355 ล้านบาท หนี้เวียน 2,100 ล้านบาท
รวมทั้งมีเงินสด 1,800 ล้านบาท โดยเป็นเงินสดที่ได้มาจากการปฏิบัติการในครึ่งปีแรก 676 ล้านบาท
แต่ ผลพวงจากที่เกิดขึ้นกับบำรุงราษฎร์ ได้สร้างความรู้สึกกังวลให้กับนักลงทุนไม่น้อย
ซึ่งสะท้อนออกมาจากค่าบริษัทที่ต่ำลงถึง 35%
จากโดยประมาณ 116,000 ล้านบาทในตอนต้นปี มาอยู่ที่โดยประมาณ 77,000 ล้านบาท

ถึงนี้ ปริศนาที่ว่า อนาคตของบำรุงราษฎร์จะเป็นยังไง
คงจะยังไม่มีผู้ใดสามารถฟันธงได้อย่างแจ่มแจ้ง
แต่ว่าขั้นต่ำ สิ่งที่พวกเราจำต้องถามตนเองเป็น
พวกเรามองดูวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้น รวมทั้งชาวต่างประเทศที่หายไปในขณะนี้ เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราวหรือถาวร
ถ้าเกิดดูเกิดเรื่องถาวร ประเด็นนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าวิตกมากมายๆสำหรับบำรุงราษฎร์
แต่ว่าหากคิดว่าเป็นเพียงแค่ชั่วครั้งคราว ที่ที่นี้ก็คงจะยังคงเป็นหมุดหมายของคนป่วยคนประเทศอื่น เมื่อเหตุคราวนี้ผ่านไป..

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *