ไม่อยากติดดอย ควรทำยังไง ?

สิ่งที่จำต้องทำเป็นเรียนหาข้อมูลความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลงทุน luciabet ทำความเข้าใจหุ้น หรือบริษัทที่ตัวเองพึงพอใจให้สูงที่สุด อีกทั้งโมเดลธุรกิจ ผลประกอบการ ผลกำไรขาดทุน ความรู้ความเข้าใจและก็ความดีงามของคณะผู้บริหาร ถ้าวันใดวันหนึ่ง เพียงพอพวกเรากำเนิดไปมองเห็นรายนามหุ้นเด็ด (ชีวิต) หุ้นซิ่งวิ่งแรงแล้ว จะได้ไม่หลงเข้าไปเล่นตาม เพราะว่าเป็นหุ้นที่ตัวเองไม่มีข้อมูลไม่มีความรู้มาก่อน รวมทั้งพากเพียรซื้อหุ้นที่ค่า P/E ไม่สูงมากจนเกินความจำเป็น ธรรมดาค่า P/E ชอบมีตัวไว้มองเปรียบเทียบ อย่างเช่น เปรียบเทียบ P/E กับอุตสาหกรรมเดียวกัน เทียบกับตลาดหลักทรัพย์ (SET) ฯลฯ หรือพวกเราสามารถเทียบเคียง P/E เฉลี่ยในหุ้นที่พอใจย้อนไป 5-10 ปีก็ได้ หุ้นติดดอยก

ถ้าเกิดคนใดเป็นสายแผนภูมิเคล็ดลับ ที่ถูกใจเล่นซื้อหุ้นทะลุแนวต้านทาน สิ่งจำเป็นที่ควรจะมีเว้นแต่วิชาความรู้ในด้านแผนภูมิแล้วหมายถึงการจัดการการเสี่ยงของตัวเอง โดยการวางจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ (Stop loss) พวกเราเองก็เคยติดภูเขามาก่อน แม้กระนั้นเมื่อพวกเราเรียนใส่ความทราบ เพื่อมีความสามารถการลงทุน luciabet เยอะขึ้น พวกเราก็เลยเก็บความประพฤติเสี่ยงต่างๆที่ทำให้พวกเราติดภูเขากันมาให้อ่านกัน พวกเราหวังว่าจะมีประโยชน์ให้นักลงทุนมือใหม่หรือผู้ชำนาญตามที ทดลองนำไปประยุกต์ให้กับสไตล์การลงทุนของตน แล้วก็บรรลุความสำเร็จการลงทุนได้วันหนึ่ง พวกเราทำเป็น ทุกคนก็ทำเป็นเช่นเดียวกัน 

S&P500, DJIA, NYSE และก็ Nasdaq ไม่เหมือนกันอย่างไร ?อเมริกามีตลาดหลักทรัพย์ร่วมกัน 2 ที่หมายถึงNew York Stock Exchange: NYSE และก็ Nasdaq โดยดรรชนีที่พวกเราเคยชินทั้งผอง (S&P500, DJIA, NYSE รวมทั้ง Nasdaq) จะเป็นการดึงหุ้นในตลาด 2 ตลาดนี้มาคำนวณ ซึ่งแต่ละดรรชนีจะดึงหุ้นออกมาไม่เหมือนกัน ทำให้ดรรชนีในทุกวันขึ้นลงแตกต่างกัน

ภูเขาสำหรับในการลงทุนนั้น มีหลายภูเขาขอรับ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหุ้น ภูเขาน้ำมัน ภูเขาทอง หรือแม้กระทั้งภูเขาหุ้นเมืองนอก พูดได้ว่าทุกทรัพย์สินที่มีการค้าขาย สามารถสร้างภูเขาได้ทั้งสิ้น เขาว่า ทองคำดีก็ซื้อบ้าง หุ้นตัวไหนแรงก็ตามไปด้วย พอเพียงมารู้ตัวอีกครั้งก็อยู่บนภูเขาเสียแล้ว หากแม้จะมีเพื่อนฝูงร่วมอาศัยบนภูเขามากไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะอาศัยกันอยู่แถบเชิงภูเขา หรือยอดดอย ก็ไม่เคยทำให้พวกเรารู้สึกอบอุ่นอะไรจริงไหมนะครับ แบบนั้นแล้ว วันนี้ พวกเรามาหาทางลงภูเขากันเลยดีกว่าครับผม

อันดับแรกก่อนจะมีการลงภูเขา พวกเรามามีสติ พินิจพิเคราะห์มองกันอีกครั้งว่า ทรัพย์สินที่ภูเขาอยู่นั้น ยังมีอนาคตแล้วก็ควรเก็บเอาไว้ในครองไหม ตัวอย่างเช่น กรณีของภูเขาหุ้น ถ้าเกิดพบว่ายังเป็นหุ้นที่ดี มีอนาคต โดยราคาที่ต่ำลงคงจะมีเหตุมาจากความผันแปรในตอนช่วงเวลาสั้นๆหรือพวกเราอาจมองได้ว่า ราคาหุ้นในตอนนี้เป็นเพียงแต่ภูเขาชั่วครั้งชั่วคราวแค่นั้น แบบนี้ ให้ทำใจร่มๆแล้วทรหดอดทนถือถัดไป ยิ่งถ้าเกิดเชื่อมั่นในฐานรากหุ้นมากมายๆรวมถึงแน่ใจว่า ราคาหุ้นจะกลับมาในอนาคต การตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อเฉลี่ยเงินลงทุนก็ไม่ว่ากันครับผม

แต่ว่าถ้าหากดูแล้วพบว่าเป็นเพียงแต่หุ้นที่ “เคย” ดีก็ตัดใจเสียเหอะขอรับ อย่าลืมว่า รากฐานหุ้นมันแปรไปได้ ไม่ว่าจะด้วยพฤติกรรมต่างๆของบริโภคที่แปรไป หรือการมีผลิตภัณฑ์อื่นตอบแทน ซึ่งย่อมทำให้ผลกำไรที่เคยได้มาก กลับลดน้อยลงจนถึงน่าตกใจ ซึ่งถ้าหากพบกรณีแบบนี้ ถือว่าได้โอกาสของความเป็นภูเขาถาวรเสียแล้ว กรณีนี้ ให้สูดหายใจลึกๆแล้วจัดแจงลงภูเขากันเลยนะครับ

แนวทางที่ 1 เนื้อร้ายจะต้องตัดออก (Cut Loss) เมื่อฐานรากมันแปรไปแล้ว แถมแนวโน้มราคา มีแม้กระนั้นจะปักหัวตรงลง ยิ่งปวดใจกว่านั้นเมื่อมองเห็นราคาหุ้นตัวอื่นวิ่งขึ้นทั้งยังตลาด ในเหตุการณ์แบบนี้ ตัดใจขายเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นเพื่อมาสร้างผลกำไร ทดแทนขาดทุนดีมากกว่าครับผม อันที่จริงแล้ว การ Cut Loss นั้น ยอดเยี่ยมในแนวทางเบื้องต้นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสายวิธี ที่ชอบระบุลิมิตของการขาดทุนไว้ ได้แก่ ถ้าหากราคาหุ้น ลดน้อยลงไปจากราคาที่ซื้อไว้ 20% จำต้องทำ Cut Loss โดยทันที เพื่อจำกัดการขาดทุนนั่นเองนะครับ

แนวทางที่ 2 ลดการบาดเจ็บด้วยการซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อลดทุนให้ลดน้อยลง โดยกรรมวิธีการนี้จะต้องมองแนวโน้มราคาหุ้นประกอบกิจการตกลงใจด้วยครับผม เพราะเหตุว่าการซื้อถัวควรจะทำในแนวโน้มขาขึ้นเพียงแค่นั้น ได้แก่

  • ซื้อหุ้น A ราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ต้นทุน 1,000 บาท
  • ต่อมา หุ้น A ราคาหุ้นละ 0.65 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.65*1,000 = 650 บาท ขาดทุน 350 บาท
  • คาดการณ์ว่า 0.65 บาท เป็นราคาต่ำสุดของหุ้น A แล้ว ตัดสินใจซื้อหุ้น A เพิ่ม 1,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.65 บาท ทำให้ต้นทุนหุ้นในพอร์ตรวม 1,000 + 650 = 1,650 บาท โดยหุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.65*2,000 = 1,300 บาท หรือขาดทุน 350 บาท
  • ต่อมา หุ้น A ราคาหุ้นละ 0.80 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.8*2,000 = 1,600 บาท หรือขาดทุน 50 บาท จากตัวอย่าง การซื้อหุ้นในแนวโน้มขาขึ้นเพื่อถัวให้ราคาเฉลี่ยลดลง ช่วยลดความเสียหายของหุ้นในพอร์ตเหลือ 3% (ขาดทุน 50 บาท จากต้นทุน 1,650 บาท) แต่หากเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะขาดทุน 20% (ขาดทุน 200 บาท จากต้นทุน 1000 บาท) ทั้งนี้ การคำนวณไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายนะครับ

การเสี่ยงจากการแก้พอร์ตด้วยวิธีการแบบนี้หมายถึงถ้าเกิดการคาดเดาพวกเราบกพร่องโดยไปซื้อหุ้นเพิ่มในแนวโน้มราคาขาลง พอร์ตพวกเราจะยิ่งติดภูเขาหนักขึ้นไปอีกนะครับ แม้พวกเราจะได้ราคาทุนลดลงไปเรื่อยแต่ว่าอย่าลืมว่า ค่าหุ้นที่ถือในขณะนี้ ก็จะยิ่งลดลงไปเช่นเดียวกัน

แนวทางที่ 3 Short Against Port เป็นการขายหุ้นออกเล็กน้อย เพื่อนำเงินกลับไปซื้อหุ้นตัวเดิมในราคาที่ถูกลงเพื่อมีปริมาณหุ้นในพอร์ตมากขึ้น แนวทางนี้เป็นการลดความเสื่อมโทรมของพอร์ต โดยไม่เพิ่มทุน แม้กระนั้นจำต้องอาศัยการคาดหมายที่ถูกต้องแม่นยำของราคาแนวรับ แนวต่อต้านขอรับ ได้แก่

  • ซื้อหุ้น B ราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ต้นทุนรวม 1,000 บาท
  • ต่อมา หุ้น B ราคาหุ้นละ 0.7 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.7*1,000 = 700 บาท ขาดทุน 300 บาท
  • คาดการณ์ว่า ราคาหุ้น B จะลดลงต่ำกว่าแนวรับแรกที่ 0.7 บาท ตัดสินใจขายหุ้น B ออกไปก่อน 500 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.7 บาท ได้เงิน 350 บาท ทำให้ต้นทุนเหลือ 1,000 -350 = 650 บาท โดยขณะนี้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.7* 500 = 350 บาท ขาดทุน 300 บาท
  • ต่อมา หุ้น B ราคาหุ้นละ 0.5 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.5*500 = 250 บาท ขาดทุน 400 บาท
  • วิเคราะห์ว่า หุ้น B ที่ราคา 0.5 บาทเป็นจุดต่ำสุด นำเงินที่ขายหุ้น B 350 บาท กลับเข้าซื้อหุ้น B ที่ราคา 0.5 บาท ได้ 350 / 0.5 = 700 หุ้น ต้นทุนกลับมาเป็น 650+350 = 1,000 บาท โดยพอร์ตมีมูลค่า 0.5*(500+700) = 600 บาท
  • หุ้น B ราคาเด้งกลับไปชนแนวต้านที่หุ้นละ 0.80 บาท ทำให้พอร์ตมีมูลค่า 0.8*1,200 = 960 บาท ขาดทุน 40 บาท

จากแบบอย่าง พวกเราสามารถลดความทรุดโทรมของพอร์ตเหลือ 4% (ขาดทุน 40 บาท จาก 1,000 บาท) แต่ว่าถ้าหากมิได้ทำอะไรเลย พอร์ตของพวกเราจะขาดทุน 20% (ขาดทุน 200 บาท จาก 1,000 บาท) โดยแนวทางลักษณะนี้นอกเหนือจากการเดาแนวทางแนวโน้มที่ถูกต้องแม่นยำแล้ว การคาดหมายแนวรับ แนวต่อต้านก็สำคัญเช่นเดียวกันนะครับ
นี่เป็นเพียงแต่บางแบบอย่างสำหรับเพื่อการแก้พอร์ตหุ้นด้วยหุ้น ยังมีแนวทางที่พวกเราสามารถนำ Derivative เข้ามาช่วยแก้พอร์ตได้ ยกตัวอย่างเช่น การ Short Futures ของหุ้นตัวที่พวกเราถืออยู่ เพื่อผลกำไรจาก Futures มาลบล้างกับการขาดทุนจากราคาหุ้น แม้กระนั้น ในเรื่องที่ภูเขาสูงมากมายๆการแก้พอร์ตบางทีอาจจำเป็นต้องใช้แรงงานแล้วก็เวลาค่อนข้างจะมากมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว พวกเราไม่สมควรปลดปล่อยให้พอร์ตขาดทุนมากมายๆและก็หลังจากนั้นจึงค่อยหาทางปรับแต่ง หากรักจะเทรดหุ้นแล้ว อย่าลืมฝึกซ้อมตนเองให้มีวินัยสำหรับเพื่อการ Cut loss ด้วยครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *